มามะ มาช่วยกันสร้าง…

Posted: January 24th, 2010 | Author: admin | Filed under: BLOG | 3 Comments »

(((( พอดีว่า น้องโบ สมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม [3] ของเรา ได้ร่วมทำโครงการช่วยเหลือ สร้างโรงเรียน ให้กับเด็กๆในที่ห่างใกลความเจริญ พอได้ทราบข่าวความคืบหน้าก็อยากกระจายข่าวให้ผู้อ่าน fotoaholic blog ทุกๆท่านทราบต่อ ถ้าใครอยากบริจาคไม่ว่าจะเป็นในรูปของสิ่งของหรือว่าเงินช่วยเหลือ สามารถอ่านรายละเอียดด้านล่างได้เลยนี้ครับ ไม่มีการบังคับแต่ประการใด ^^   และถ้าผู้ใดเห็นว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากนักที่จะกระจายข่าว…โปรดช่วยบอกต่อเรื่องดีๆเหล่านี้ผ่านไปถึงเพื่อนๆอีก จะขอขอบพระคุณอย่างยิ่งครับผม )))))

.   .   .   .   .


จากโครงการสร้างโรงเรียนเมื่อปีที่แล้ว (Dec 2009) ทุกอย่างเรียบร้อยดี - น่าจะใกล้เสร็จแล้วและเงินบริจาคบางส่วนยังเหลือ เราเลยนำไปซ่อมโรงเรียนอีกแห่งที่ จ.ตาก (เหมือนเดิม)
สถานที่: ศศช.เล้อตอโกร ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก งบประมาณ: คร่าวๆ 106,xxx (โอนเงินไป 3 งวดแล้วคะ)

อัพเดตล่าสุด โรงเรียนของน้องๆทำไปได้เยอะแล้ว > < ดูจากรูปที่คุณครูส่งมาให้ดูได้คะ โรงเรียนใหม่แล้ว :) และตอนนี้เราได้วันที่จะเดินทางเพื่อนำของไปแจกให้น้องๆ

กำหนดเดินทาง: Feb 26 – Mar 1, 2010 (คาดว่าแน่นอนแล้ว)

Update: Jan 21, 2010 - ตอนนี้ของหลายๆอย่างน่าจะมีเพียงพอแล้ว ที่ยังอยากได้เพิ่มน่าจะเป็นพวกอาหารแห้ง ขนม อุปกรณ์การเรียน กีฬา ใครสนใจบอกได้ ถ้าไม่สะดวกจะฝากเงินไปซื้อก็ได้นะจ๊ะ :)

school

ปล. โครงการเมื่อปีที่แล้ว ครูใหญ่และนักเรียนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อยากบอกว่าครูใหญ่ขอบคุณมากมายและบอกว่าน้องๆบนเขาไม่เคยได้กินขนมเลยนะคะ ^ ^ อยากบอกต่อคะ

ใครสนใจอยากบริจาคเงินเพิ่มเติม ตามนี้เลยจ๊ะ

บัญชีออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์
สาขาอาคารอับดุลราฮิม
ชื่อบัญชี: ดวงกมล วิยาภรณ์ และ ธีรฉัตร วงศ์มาศา
เลขที่: 153-208462-3
*** ถ้าใครร่วมทำบุญและโอนเงินมาให้ช่วยบอกด้วยนะจ๊ะ(ชื่อ+ยอดเงิน) ขอบคุณคะ ***

.   .   .   .   .


น้ำอะไรเอ่ย มีน้อย มีมาก

Posted: December 28th, 2009 | Author: วันดี | Filed under: ฝากเลี้ยง | 35 Comments »

water

ก่อนอื่นต้องขออภัย ที่มาใช้พื้นที่นี้เขียนระบายความรู้สึกของตัวเอง
ข้ออ้างแสนง่ายดาย… Multiply เกิดอาการเดี้ยง บวกกับมองไปมามองก็เห็นที่นี่เป็นบล็อกถ่ายภาพที่ไม่เห็นจะเน้นเรื่องภาพถ่ายอยู่แล้ว (นั่น!)

วันนี้วันดีมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง เพราะว่าได้ไปเที่ยวมา (โวว โวว)

. . .

น้ำกว่าสองลิตร หยดแหมะๆ จากใต้ท้องรถ

“อยากจะร้องไห้จั๊ง! น้ำรั่วอีกละ!” หัวสมองมันบ่นด้วยความเซ็งปนหงุดหงิด แต่อดไม่ได้ที่จะสงสารเจ้าของสมองที่ต้องคอยวิ่งเข้าวิ่งออกอู่แข่งกับนิตยสารรายเดือน อาการ ‘หัวเสีย’ แบบนี้จะเกิดขึ้นเสมอ เมื่อต้องเอารถไปซ่อม กับปัญหาเดิมๆ คืออาการ ‘ตาน้ำรั่ว’ (หัวเสียนะ ไม่ใช่เสียหัว แล้วตาน้ำรั่วก็ด้วย ไม่ใช่น้ำตารั่ว แค่แอบงอแงนิดๆ พอเป็นพิธีแค่นั้นเอง -..-)

‘อู่ซ่อมรถ’ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของฉัน เพราะไปมันเกือบทุกเดือน

“น้ำรั่วอีกแล้วค่ะ”
วันดีเล่าอาการให้ช่างฟัง
ในท่วงทำนองและสีหน้าที่ใกล้เคียงกับคนไข้ที่เบื่อหน่ายโรคเล็กๆ ที่ติดอยู่กับตัวไม่ยอมออกห่าง

“ครับ”
ช่างซ่อมรถตอบ (เหมือนไม่ได้ตอบ)
แล้วก็หัวเราะ

“เอ้ย! นี่มันรถเสียนะ ไม่ใช่เรื่องตลก แล้วไม่ใช่เสียแค่ที่รถอย่างเดียว เสียตังค์ด้วย!”
ประโยคยาวๆ ดุๆ นี่ฉันไม่กล้าพูดออกไป ทั้งๆ ที่ก็อยากจะพูดอยู่เหมือนกัน

อารมณ์ที่ไม่สู้จะดี บวกกับความหิวที่ครวญครางอยู่ในกระเพาะอาหาร เร่งเร้าให้ทุกสิ่งอย่าง ต้องรีบก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่คิดจะรั้งรออะไร ฉันคุยเรื่องท่อน้ำ - กำชับเรื่องน้ำมันเครื่อง - เก็บของที่มีค่า(นิดหน่อย)ออกจากรถ - เดินไปรับเอกสาร - สำทับเบอร์โทรแล้วก็เดินออกจากอู่อย่างเร็ว… เร็วอย่างกับจะมีทีมกินเนสบุคมาบันทึกสถิติ

ไม่หรอก กินเนสบุคคงมาไม่ทัน… กิน

“กิน กิน กิน ต้องหาของกิน”
สมองไม่มีแรงพูดแล้ว แต่ท้องบ่นระงมผสมระทวย

ว้าบบบ! - - - แสงสว่างเรืองรองวาบมาจากห้องแถวเล็กๆ ที่มีตู้กับข้าวกระจกใสวางอยู่ข้างหน้า
(บรรทัดข้างบนนี้โอเวอร์ไป 3 สต็อป!)

“มีตามสั่งไหมคะ?”
ความหิวเป็นข้ออ้างให้ฉันพูดลดรูปประโยคโดยตัดคำว่า ‘อาหาร’ ออกไป
และไม่ใช้สรรพนามนับญาติอะไรนำหน้าข้อความ
(โชคดีหางไม่กุด ยังเหลือหางเสียงไว้ให้ภูมิใจในสถาบันที่ร่ำเรียนมาบ้าง)

“อาหารตามสั่งไม่มีจ้ะหนู มีแต่… “
คุณป้าตัวผอมๆ ในเสื้อตัวหลวมตอบพลางชี้นิ้วไปที่ตู้ ซึ่งภายในมีเพียงไข่พะโล้กับทอดมัน

“อ้อ งั้นเอาสองอย่างเลยค่ะ”
ปากไม่สั่น แต่ใจสั่นเชียว (ดีใจที่สู้ด >_<)

ตามองไปไม่เห็นเก้าอี้นั่ง ฉันเลยทำตัวเป็นกันเองสุดๆ เดินไปลากเก้าอี้จากมุมห้องมาหนึ่งตัว จากข้างผนังอีกหนึ่งตัว รวมกันได้สองตัว ตัวหนึ่งเอาไว้วางกระเป๋าผ้าสองใบที่มาจากไหล่สองข้าง อีกตัวหนึ่งเอาไว้วางตัวฉันเอง (เป็นคนที่เขียนพรรณนาโวหารได้เหมือนตั้งโจทย์เลขมาก -”-)

ในร้านมีคุณป้าสองคน
คนหนึ่งตัวบาง
อีกคนหนึ่งตัวหนาน่ากอดกว่าหน่อย

คุณป้าร่างบางตักไข่พะโล้กับทอดมันมาวางตรงหน้าให้
ส่วนคุณป้าร่างอวบเดินไปซื้อข้าวเปล่ามาให้ (เพราะว่าข้าวในร้านตัวเองหมดแล้ว)

“แล้วน้ำล่ะ?” ไม่ได้พูด แต่ฉันคิดพลางเสียดายที่ไม่ได้หยิบขวดน้ำในรถติดมือมา
เพราะเท่าที่เห็น ในร้านนี้มีแต่ขวดน้ำไซส์ XL ที่มีน้ำติดก้นเป็นปมด้อยอยู่แค่ขวดเดียว

“มีน้ำดื่มอะไรขายด้วยไหมคะ?”

“มีสิๆ เอาน้ำอะไร เป๊ปซี่ไหม?”

เจ้าของร้านตอบ (และถาม) พร้อมเฉสายตาออกไปข้างนอก
บ้านฝั่งตรงข้ามมีน้ำขวดวางอยู่หลายสี

“น้ำแดงแล้วกันค่ะ”
เสร็จสิ้นเสียทีการสั่งอาหารและน้ำดื่ม

คุณป้าร่างผอมบางยกน้ำหวานมาเสิร์ฟให้
จากนั้นก็เดินข้ามถนนไปอีกฝั่ง

. . .

วันนี้อาจเป็นวันธรรมดาๆ ของใครหลายคน รวมทั้งฉันด้วย
แต่สำหรับคุณป้าทั้งสอง ฉันกลับสัมผัสได้ถึง ‘ความติดขัดในความธรรมดา’ อย่างไรบอกไม่ถูก

ของในบ้าน (ร้านขายข้าวแกง) ดูจะรกๆ ไม่เป็นที่เป็นทางอย่างไรชอบกล
หลอดดูดน้ำอยู่ไหนหาไม่เจอ ช้อนกับส้อมก็เหมือนนักกีฬาที่ยังไม่พร้อมประจำที่
ทั้งๆ ที่บ้านนี้เป็นบ้านของป้าๆ เอง แต่ป้าทั้งสองก็ดูจะเก้งๆ กังๆ กับข้าวของเครื่องใช้
ทำไมกัน?

ฉันแบ่งไข่พะโล้เป็นสองซีก ได้กินข้าวเรียกกำลังไปสองสามคำ ถึงได้เริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง
(ที่ตอนแรกฉันไม่ได้มองเลย เพราะมัวแต่สนใจท้องที่หิว)

เด็กผู้หญิงตัวเล็กกระเปี๊ยก ชนิดที่นั่งบนม้านั่งแล้วขาลอยสูงจากพื้นตั้งสองคืบ กำลังนั่งเอาผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดหน้าผากตัวเอง หนูน้อยจุ่มผ้าขนหนูสีขาวลงในกระติกน้ำใบเล็ก บีบๆ น้ำออก เช็ดๆ ถูๆ เช็ดๆ ถูๆ . . .

“หลานป้าไม่สบายตัวร้อนจี๋เลย วันนี้ป้าเลยไม่ได้ทำกับข้าวเยอะเหมือนทุกวัน”
คุณป้าที่เหลืออีกคนเล่าให้ฟัง (อีกคนข้ามถนนหายไปไหนแล้วไม่รู้)

จริงๆ ก็พอจะเดาได้ไม่ยาก ไข่พะโล้กับทอดมันที่วางไว้พักผ่อนตากอากาศจนเย็นชืดฟ้องชัด
“วันนี้พวกฉันไม่พร้อมเสิร์ฟ แต่กินไปเถิดถ้าเํธอหิว” เสียงทอดมันกระซิบเบาๆ อยู่ในจินตนาการ

ควันฉุยๆ ลอยตัวบางๆ เหนือหม้ออาหารข้างตู้กับข้าว

“นั่นอะไรอ้ะ น่ากินแฮะ”
ฉันไม่ได้พูดออกมา (อีกแล้ว)

“ทำไมตอนแรกไม่เห็นหว่า จะได้สั่งมากิน”
นี่ก็ไม่ได้พูด แต่คิดว่าสงสัยต้องหาจังหวะถามแล้ว อยากกินอาหารร้อนๆ จะได้มีพลัง

หลานตัวเล็กนั่งแกว่งขาเหมือนรออะไร

“เดี๋ยวซดน้ำร้อนๆ นะลูก”
คุณป้าหุ่นน่ากอดพูดไปด้วยตักน้ำแกงร้อนๆ ใส่ในชามไปด้วย

ไม่ใช่อย่างที่ฉันคิด
คุณป้าไม่ได้พูดกับหลาน
คุณป้าพูดกับ ‘ลูกค้า’

“ฉันเป็นแค่ลูกค้าเองนะ ไม่ได้เป็นลูกเป็นหลานแท้ๆ อะไรเลย”
ฉันคิดแต่ไม่ได้พูดออกมาตามเคย

“ขอบคุณค่ะป้า”
อันนี้พูด :D ฉันพูดพลางยกมือขึ้นพนม อยากจะพูดอะไรเพิ่มเติมแต่ก็นึกไม่ออก
การยกมือขึ้นไหว้คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันทำได้ในตอนนั้น

คุณป้าตักน้ำแกงอีกชามให้หลานตัวเล็ก
“เกิดเป็นคน ลำบากจังเลย”
แกรำพึงออกมา อย่างที่คงไม่เจตนาให้ใครได้ยิน

สภาพบ้านและสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน พยักหน้าสนับสนุนอย่างกับฝ่ายเสนอในการแข่งโต้วาที
ทุกสิ่งที่ฉันเห็นตรงหน้าชวนให้ฉันเชื่อว่า คำพูดของคุณป้ามีมูลความจริง และเชื่อถือได้
‘การมองเห็นคนเจ็บแผล แต่เราช่วยอะไรไม่ได้ ก็เป็นความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง’

คุณลุงบ้านข้างๆ เดินมาดูเจ้าตัวเล็ก
ขวดยาแก้ไข้กับกระป๋องแป้งเด็ก เหมือนจะทำหน้าที่เป็นของเล่นในชีวิตจริงของเด็กบ้านนี้
น้องหนูปล่อยผงแป้งลอยฟุ้งเป็นอิสระในอากาศ แล้วก็เหมือนเดิม ทาๆ ถูๆ ทาๆ ถูๆ . . .
“ชื่นนนนใจจัง” เสียงเล็กๆ ลากยาวๆ ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน

“กินน้ำเขียวไม่ได้แล้วนะ ของเย็นๆ กินไม่ได้สิ ตัวร้อนอยู่ พี่คุณหมอเขาไม่ให้กินนะ”
คุณป้าส่งซิกให้ฉันช่วยเป็นหมอปลอมๆ หนึ่งนาที

((( อืมมม สงสัยต้องเริ่มพิจารณาตัวเอง ก่อนหน้านี้เคยมีคุณป้าอีกคนที่เผอิญนั่งคุยกันในสถานทูตถามว่า “เป็นแพทย์เหรอคะ” อะไรทำให้เหล่าคุณป้าคิดอย่างนั้น O_O )))

“ชื่ออะไรจ๊ะ” หมอ เอ่อ.. ฉันถามคนไข้
“หมีพูห์” … โอ เรากลายเป็นสัตวแพทย์ไปเสียฉิบ :D
.
.
คุยกันสั้นเหมือนยังไม่ได้คุย ฉันก็จำต้องขอตัว
.
.
“น้ำสิบบาท ข้าว… ป้าคิดสามสิบแล้วกันนะ”
ฉันหยิบเงินส่งให้คุณป้า วันนี้เป็นวันธรรมดาๆ ฉันไม่ได้ตามข่าวสังคม ไม่ได้เช็คค่าเงินขึ้นลง
แต่กลับรู้สึกว่าเงินในมือช่างมีค่าน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับมา

“กับข้าวไม่อร่อยเลยเนอะวันนี้”

คุณป้าเปรยลอยๆ แต่เหมือนแฝงเจตนาขอโทษขอโพย

“อ๋อ ไม่หรอกค่ะ น้ำแกงร้อนดี”
ฉันพูดไปเท่านั้น เน้นยิ้มเยอะหน่อย
เจตนาของการส่งยิ้ม มีอยู่นิดเดียวคืออยากให้รู้ว่าน้ำแกงร้อนดี ป้าก็ใจดี และฉันรู้สึกดีๆ
(อันที่จริง นอกจากรอยยิ้ม ก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าควรให้อะไรเป็นการตอบแทนในน้ำใจ)

. . .

‘ของซื้อของขาย’ คำนี้มูลค่าทางการตลาดอาจจะมาก แต่คุณค่าทางใจอาจจะน้อยก็ได้
แกงจืดปริมาณนิดหน่อยในหม้อ ไม่ได้มีไว้ขาย แต่เขามีไว้แบ่งปัน
ในยามที่ตัวเองขัดสน จะมีสักกี่คนที่นึกถึงคนอื่น

ฉันย้อนมองตัวเอง…
ตอนที่ท้องหิวกับสมองหงุดหงิดเมื่อกี้ ตาไม่บอดก็เหมือนบอด
ฉันมองไม่เห็นอะไรนอกจากตัวเอง
กับน้ำสองลิตรที่หยดอยู่ใต้ท้องรถ

สำหรับใครหลายคนที่คิดว่าคนกรุงเทพฯ ไม่มีน้ำใจ และเมืองกรุงช่างแคบเล็ก
ฉันว่านะ บางทีกรุงเทพฯ อาจกว้างกว่าที่เราคิด และน้ำใจก็ไม่ได้ขาดแคลน
ขอเพียงเริ่มต้นรินมันลงบนหัวใจของเราก่อน น้ำใจที่ไหลล้นก็จะท่วมท้นไปถึงคนอื่นได้

‘น้ำแกงน้อย แต่น้ำใจมาก’
น่าจะเป็นสโลแกนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับร้านหลังอู่รถแห่งนี้.


Dragon Ball

Posted: December 15th, 2009 | Author: taey | Filed under: BLOG | 35 Comments »

หามานานเเล้วลูกนี้ อยู่ที่มาเลย์นี่เอง

จะได้ขอพรซะที…

1 Star DGB


The Happy Day.

Posted: December 12th, 2009 | Author: admin | Filed under: BLOG | 17 Comments »

ใครที่ไม่ได้ไปงานก็ขอเชิญอวยพรที่นี่ได้ครับ   ^^

ยินดีด้วยอีกทีครับพี่กิ้ว งานพี่นี่ชอบตรงให้เวลากินมื้อเทียงนานดี พุงกางเลย –ภาพชุดใหญ่ติดไว้ก่อนนะครับพี่กิ้ว –

Thiti wedding


JP relax

Posted: December 9th, 2009 | Author: admin | Filed under: JOURNEY | 26 Comments »

จากทริปญี่ปุ่น…  ขอแปะภาพในมือถือมาแชร์ ดูกันเล่นๆ

Index

1      2       3

4      5       6

7      8       9

1 ) ไอ้แกงส์กราฟิติ BNE (เราอ่านว่า บีเน่) ที่เจอตามข้างถนนในกทม.  ดันไปโผล่ที่เสาไฟฟ้าบนถนน Asakusa มีผู้รู้ท่านนึงบอกว่า แกงส์นี้มีต้นตอมาจากญี่ปุ่น โอวว งั้นเรามาเจอ original แล้วสิ

2) ส้วมของญี่ปุ่นขึ้นชื่อเป็นที่หนึ่ง ชักโครกในเรียวกังต่างจังหวัด และในห้างต่างๆเป็นระบบฉีดน้ำอัตโนมัติกันหมด ที่เห็นนี่บนรถไฟครับ ใช้ระบบแสงอินฟาเรด เอามือปาดๆเป็นพอ น้ำก็ไหลเอง เค้าป้องกันไม่ให้มือสัมผัสเชื้อโรคที่อาจมีอยู่ตามก้าน Flush

3) หอยที่เห็นนั่นไม่ใช่หอยธรรมดา มันคือ เทพของหอย! นำมาทำซูชิเทพหอย อร่อยเหลือเชื่อ (ไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด) แปลกตาเพราะไม่เห็นเห็นในไทยมาก่อน! ลองไปทานกันได้ที่โกเบครับ (บางร้านน่าจะพบได้เหมือนกัน)

4) มันคือซูชิชิ้นโบว์แดง รู้สึกจะชื่อ  “โอทาโร่”  เป็นส่วนที่ดีที่สุดของปลาทาโร่ ไม่มีกลิ่นคาว และเนื้อนุ่มมากๆถึงมากที่สุด สำหรับผมเป็นเนื้อปลาที่นุ่มที่สุดในบรรดาปลาดิบตั้งแต่วันที่ได้รู้จักซูชิเป็นครั้งแรก

5) ขั้นด้วย ตัวมาสคอต ใน Osaka Aquarium มันจะทำกิริยาบ่งบอกถึงสัตว์ที่อยู่ในตู้โชว์ แต่ในภาพนี้ทำตัวเป็นทานุกิซึ่งมีใบไม้แปะบนหัว ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใช้ตัวการ์ตูนเป็นสัญลักษณ์ทั่วทุกที่ เรียกได้ว่าใช้ป้ายการ์ตูนเปลืองที่สุดในโลกละมัง :D

6) อันนี้เนื้อโกเบ ทำจากวัวที่ขุนด้วยเบียร์ ส่วนตัวผมรู้สึกว่า โพนยางคำ บ้านเราก็อร่อยไม่แพ้กัน จะแพ้กันก็แต่เรื่องของราคาล่ะครับ เค้าชนะอยู่ที่ 150 G. ต่อคน ราคาสี่พันบาทนิดๆ รวม TAX

7) อยากดูอะไรที่ คอนทราส มากๆ มาดูที่ญี่ปุ่น ในรูปคือ สายพายผลิตขนมขนาดย่อม ในร้านขนมเล็กๆที่เกาะMiyajima เค้าใช้ระบบ Automatic แบบเดียวกับ line การผลิตของโรงงานใหญ่ ไม่ต้องจ้างลูกจ้างเลยฮะ ที่เห็นใช้เครื่องจักรแบบนี้มีประมาณ 3-4 ร้านได้!! (คืนทุนกันไปหรือยังไม่รู้)

8 + 9 )  เป็นป้ายรณรงค์ ใน Subway ของโตเกียว เห็นมาสองแบบ

อันแรกเป็น  “อย่ามาทำเมาที่นี่! ให้เมาที่บ้าน ”

อันที่สองคือ “อย่ามาทำสวยที่นี่! ให้ทำมาจากบ้าน”

ในรูป ที่มันฮาคือหน้าป้าแก่ๆที่ดูเซ็งมากน่ะครับ :)


Message from Japan

Posted: November 24th, 2009 | Author: admin | Filed under: JOURNEY | 34 Comments »

Miss you all na ja . *O*

dsc_4243dsc_4153